wedding's Blog

เรื่องราว ข้อมุลการจัดงานแต่งงาน สถาณที่ พิธีการ ไอเดีย แต่งงาน ชุดเจ้าสาว ชุดเจ้าบ่าวร้านชุดวิวาห์,ชุดไทย สูทเจ้าบ่าว,สตูดิโอ,ถ่ายภาพแต่งงาน,ช่างภาพวันงาน,กล้องวิดีโอ,สถานที่จัดเลี้ยง,สโมสร,โรงแรม,organizer,รับจัดงานแต่งงาน,โต๊ะจีน,รับจัดเลี้ยง,พานขันหมาก,พานพิธีแต่งงาน,ขนมไทย,ตกแต่งสถานที่,จัดดอกไม้,ลูกโป่ง,ช่างแต่งหน้า,ทำผมเจ้าสาว,การ์ตูน,พรีเซ็นเทชั่น,ดนตรี,แหวนเพชร เพชร ซื้อแหวนเพชร พลอย,ของชำร่วย,ของรับไหว้,เค็กแต่งงาน

ชุดเจ้าสาว ชุดไทย ชุดแต่งงาน ไทยประยุกต์

เมื่อกล่าวถึงชุดเจ้าสาว แทบทุกคนย่อมมองเห็น ภาพเจ้าสาวฟูฟ่อง ดูเหมือนเราจะลืมกันไปเสียแล้วว่า ชุดเจ้าสาวของผู้หญิงไทย มีรูปแบบที่หลากหลาย ต่างกันไป ตามความนิยมและสภาพสังคมในแต่ละยุค

สตรีมีฐานะในสมัยอยุธยาตอนปลายก่อนเสียกรุง นิยมแต่งกาย ด้วยผ้านุ่งจีบหน้านาง ห่มสไบ โดยเลือกให้ สีตัดกัน เช่น ผ้านุ่งสีเขียว สไบแสด และอาจห่ม สไบอัดกลีบต่างสี สองผืนซ้อน ในวันที่ต้องการสวย เป็นพิเศษหากเป็นชุดสำคัญ อย่างชุดเจ้าสาว ก็จะเลือกเนื้อผ้าที่หรูหรา อย่างผ้ายก ผ้าแพร ทัดหู ด้วยดอกไม้สด มีเครื่องประดับตามฐานานุรูป

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ในบทประพันธ์อิงประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลายเรื่องสายโลหิต ของ โสภาค สุวรรณ ตอนที่แม่หญิงดาวเรือง แต่งงานกับขุนไกร ชุดเจ้าสาวของเธอ คือ ผ้านุ่งจีบ หน้านางผืนใหม่ที่อบร่ำ จนหอม พร้อมผ้าห่มสไบอัดกลีบสีตัดกันงดงาม และ ทัดดอกไม้ที่ข้างหู นวนิวยายอีกเรื่อง ที่อิงประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาตอนปลาย จนถึง ต้นยุครัตนโกสินทร์ คือ เรื่องฟ้าใหม่ บทประพันธ์ของ ศุภร บุนนาคกล่าวถึงเครื่องแต่งกายของตัวละครหญิง ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ไว้ในตอนที่แม่พลอยนุ่งสีไรห่มสีไรเพิ่งจะเห็นแค่ชายผ้าห่ม ที่เฉียดไปกับข้างตักเดี๋ยวนี้เองว่าหล่อนห่มแพรสองชั้น ชั้นในสีทับทิมชั้นนอกนั้น กรองไหมโปร่งสีทอง

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ในช่วงศึกสงครามสตรีจำเป็นต้องตัดผมสั้นเพื่อความสะดวกในการหนีภัยผมทรงนี้เรียกว่า ผมปีก คือไว้ผมยาวเฉพาะกลางศรีษะ แต่ปลายจอนที่ยาวลงมาเรียกว่า ผมทัด ใช้เกี่ยวดอกไม้ห้อยเพื่อความสวยงามได้ด้วย ส่วนเสื้อผ้า เปลี่ยนเป็นนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อ ห่อมผ้าแบบตะเบงมาน ครั้นบ้านเมืองเริ่มสงบลง ก็กลับมาแต่งกายสวยงามกันใหม่ กล่าวคือ นุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสไบจีบ หรือสวมเสื้อแบบรีนบๆในวันปกติ และนุ่งผ้ายก ห่มสไบซ้อนสองชั้นในวันสำคัญ

ชุดไทย

เครื่องแต่งกายเช่นนี้ยังเป็นที่นิยมสืบต่อมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นดังที่ปรากฏ ในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนซึ่งรวบรวมขึ้น ในสมัยรัชกาลที่สองเนื้อเรื่องตอนหนึ่ง กล่าวถึงเครื่องแต่งกายของนางพิมพิลาไลย ในวันไปร่วมงานเทศน์มหาชาติที่วัดป่าเลไลยก์ว่า

“นุ่งยกลายกนกพื้นแดง ก้านแย่งทองระยับจับตาพราย

ชั้นในห่มสไบชมพูนิ่ม สีทับทิมยกดอกดูเฉิดฉาย

ริ้วทองกรองดอกพรรณราย ชายเห็นเป็นที่เจริญใจ”

จวบจนถึงรัชกาลที่สี่ซึ่งเริ่มเปิดประเทศ ติดต่อชาวตะวันตกยุคนี้การแต่งกาย เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง บุรุษต้องสวมเสื้อเวลาเฝ้า ส่วนสตรีในราชสำนัก ยังคงนุ่งผ้าจับหน้านาง ลายทอง ห่มสไบปัก และใช้เครื่องประดับต่างๆแบบไทยโบราณ อาทิ จี้ พาหุรัด เข็มขัด สร้อยตัว ต่างหู แหวน สำหรับหญิงทั่วไป เครื่องแต่งกายออกนอกบ้านมีทั้งเสื้อแขนกระบอกคอกลม ห่มสไบทับนุ่งผ้าลายโจงกระเบนหรือห่มสไบจีบ มีเครื่องประดับตามฐานะหญิงโสดสวม กำไลข้อเท้าด้วย

ความเปลื่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเรื่องเครื่องแต่งกายสตรี เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ห้า ตั้งแต่ช่วงต้นรัชกาล ที่มีให้พระราชดำริเปลื่ยนแปลงเครื่องแต่งกายสตรี นุ่งผ้ายกจีบหน้านาง ห่มตาดหรือห่มสไบปักเฉพาะในงานพิธีเต็มยศใหญ่ นอกนั้นให้นุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อเข้ารูปผ่าหน้า แขนยาว คอกลมหรือคอตั้ง ชายเสื้อแค่เอว ห่มสไบแพรจีบ ที่ต่อมาพับตามยาวให้แคบลงเป็นคอแพรสะพาย ติดเข็มกลัดรวบชาย ผูกไว้ข้างเอวขวา สวมรองเท้าบู๊ตและถุงเท้า

ผ้าโจงกระเบนที่สตรีชาววังใช้กันในสมัยนั้น นอกจากผ้าลายที่หรูหรากว่า ผ้าม่วงนี้ไม่ได้หมายถึงผ้าสีม่วง หากแต่เป็นผ้าที่ทอจากเส้นไหมมีหลายชนิด เช่น ผ้าม่วงหางกระจอกสีเหลือบ ผ้าม่วงดอกม่วงไหมเลี่ยน ม่วงลาย ม่วงคดกฤช

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

หลังเสด็จกลับจากยุโรป พ.ศ. 2440 ทรงนำแบบอย่างการแต่งกายของตะวันตกเข้ามาดัดแปลงให้เข้ากับเมืองไทย แบบเสื้อที่นิยมคือเสื้อคอตั้ง แขนยาวแนบสนิทจากข้อมือถึงข้อศอก ต้นแขนพองอย่างขาหมูแฮมติดระบายจีบฟู อกและรอบคอมีลูกไม้ประดับริ้บบิ้นสีเดียวกับแพรสะพาย ผ้านุ่งเป็นผ้าม่วงโจงกระเบน สวมถุงน่องรองเท้าถือผ้าเช็ดหน้าลูกไม้ และกระเป๋าเงินหรือทองถักแบบถักตาขุน

แม่วาดสาวชาววังสมัยรัชกาลที่ห้าจากนวนิยายเรื่องร่มฉัตร ของ ทมยันตี ก็แต่งกายตามความนิยมนี้เช่นกันในวันที่เธอเข้าพิธีสมรสกับคุณอรรถ ดังที่ท่านผู้ประพันธ์บรรยายไว้ว่า “ตอนเช้าวาดนุ่งผ้าม่วงสีตองอ่อน ใส่เสื้อขาหมูแฮมแขนพอง คอจีบร้อยริบบิ้นที่คอและแขนสีเดียวกันกับ ผ้าม่วงและแพรที่สะพายตรึงเข็มกลัดมรกตที่อก บ่า และสะเอวผิวที่บ่มร่ำขมิ้น ดินสอพองไว้นานเหลืองละออ”

ส่วนแม่พลอยของคุณเปรม สาวชาววังยุคเดียวกับแม่วาด จากเรื่องสี่แผนดิน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมชนั้น ดูเหมือนจะแต่งงานหลังแม่วาดสักหน่อย เพราะผู้ประพันธ์เล่าถึงที่แม่พลอยตระเตรียมเสื้อผ้าสำหรับออกเรือน หลังจากรับหมั้นว่า “เสร็จจากเรื่องผ้าก็เรื่องเสื้อ ซึ่งเดียวนี้ใส่กันหนาตากว่าแต่ก่อน สมัยนิยมก็เปลี่ยนไปจากเสื้อแขนพองเหมือนขาหมูแฮม กลายเป็นเสื้อแขนธรรมดารัดเอวแน่นและเกี่ยวขอข้างหลัง”

ยุคนั้น สตรีที่เป็นข้าราชการในราชสำนัก เมื่อจะแต่งงาน ก็นิมสวชุดเจ้าสาวแบบ “แหม่ม” ดังกล่าว หรือสวมซิ่นกับเสื้อแบบฝรั่ง ส่วนทรงผม ถ้าไม่ไว้ยาวเกล้ามวย ก็ตัดเป็นทรงชิงเกิ้ล เมื่อออกงานจะคาดเคื่องประดับไว้ที่หน้าผาก แบบของเครื่องเพชรพลอยก็เป็นทางตะวันตกมากขึ้น

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ล่วงมาถึงรัชกาลที่เจ็ด ช่วงต้นนิยมผ้าถุงสำเร็จสั้น เย็บเข้าขอบเอวไม่ต้องคาดเข็มขัด สวมเสื้อตัวหลวมยาว หรือแขนสั้นไม่มีแขนแต่งโบว์ระบายไม่สะพายแพร ใส่สร้อยต่างหูยาว และกำไล ไว้ผมยาวประมาณคาง ดัดเป็นลอน อย่างที่ทำให้แม่พลอยลำพึงว่า “การแต่งตัวของเด็กสาวๆ รุ่นนี้เป็นแบบเดียวกันหมด คือตัดผมบ๊อบ หยิกผมนุ่งผ้าสิ้นสีเดียวกันทั้งผืนไม่มีเชิงไม่มีลาย เหมือนกับผ้าถุงของมอญใส่เสื้อแบบฝรั่ง เปิดจากแบบหนังสือเสื้อแบบต่างๆกันและสีต่างๆกันเริ่ม ต้นด้วยผ้าซิ่นยาวและเสื้อที่ยังมีแขนอยู่บ้างก่อน แต่นานวันเข้าผ้าซิ่นที่นุ่งนั้นก็เริ่มจะหดสั้นเข้า เป็นกระโปรงแหม่มและสั้นขึ้นทุกวันจนน่ากลัว อันตรายเวลาจะนั่งลุกในสายตาของพลอย ส่วนเสื้อที่นิยมใส่กันกลายเป็นแบบฝรั่งจากเมืองนอกแท้ คือเสื้อไม่มีแขนไม่มีเอวปล่อยเป็นรูปกระบอกหลวมๆ ยาวเลยสะโพกลงมาเล็กน้อย เมื่อใช้กับผ้าซิ่นที่หดขึ้นไปก็ทำให้มองเห็น ผ้าซิ่นเป็นขอบเหลืออยู่นิดเดียวพลอยพยายาม จะมองดูแบบการแต่งกายนี้ให้เห็นสวยก็ ไม่สามารถจะมองเห็นทางนั้นได้…

แต่ต่อมาหลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครอง เกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจและสังคม รูปแบบของเสื้อผ้าก็เปลี่ยนกลับไปเป็นเสื้อเรียบๆ เข้ารูป มีคอปกแบบฝรั่ง แขนสั้นบ้างพองบ้าง กับผ้าถุงสำเร็จสั้นหรือยาว ใช้เครื่องประดับแบบตะวันตกพองาม ไม่หรูหราฟู่ฟ่ามากนัก ดังเช่นที่ปรากฏในลายพระหัตถเลขา จากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถเลขาไปถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาราชานุภาพ ฉบับลงวันที่ 29 กรกฎาคม พุทธศักราช 2479 ซึ่งรวมอยู่ในหนังสือชุดสาส์นสมเด็จทรงเล่าเรื่องข้าหลวงคนหนึ่ง ที่กำลังจะออกเรือนว่า “หญิงอามรับธุระจัดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้สิงโตในการแต่งงาน แต่มีความหนักใจว่าพวกเมืองชลเขาจะไม่ชอบ จึงไล่เลี้ยงสิงโตได้ทราบความแปลกๆ เห็นว่าควรจะกราบทูลให้ทรงทราบด้วยติดจะขันๆ ว่า เสื้อผู้หญิงที่ตัดฟิตอย่างทุกวันนี้พวกเมืองชลชอบ เพราะเข้าแบบเสื้อกระบอกหรือเสื้อเอวที่ซึ่งเคยใส่มาก่อน ส่วนเสื้ออย่างโคร่งคร่างคาดเข็มขัดหลวมๆ ลงไปยานอยู่ที่สะโพกซึ่งเลิกไป แล้วนั่นเขาไม่ชอบว่าเหมือนปลากระบอกท้องไข่ ดัดผมคลื่นเขาเรียกกันว่า ผมกาบมะพร้าว เพราะถูกไฟเกรียมเส้นแข็งเหมือนเส้นกาบมะพร้าว ผู้หยิงที่แต่งแต้มสีปากว่าเป็นหญิงคนชั่ว แปลว่า แบบสากลนั้นชาวเมืองชลไม่ชอบ ทั้งทางบ้านเกล้ากระหม่อมก็ไม่ชอบประกอบกันถึงสองแรง…

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ผู้คนก็เริ่มแต่งตัวกันเต็มที่อีกครั้งโดยเป็นไปตามแบบตะวันตก อย่างที่ดาราภาพยนต์สวมใส่ มีกระโปรงบานแบบ “นิวลุค” ของห้องเสื้อดิออร์ เป็นต้น ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในเรื่องเครื่องแต่งกายของสตรีไทย เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2503 ตามพระราชดำริของพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงตระหนักว่าสตรีไทยยังไม่มีชุดประจำชาติอย่างเป็นทางการ จึงโปรดเกล้าฯให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค นางสนองพระโอษฐ์ไปปรึกษา กับอาจารย์ผู้รู้เพื่อรวบรวมแบบชุดต่างๆในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สุโขทัยมาประมวลออกแบบใหม่ ให้เป็นชุดแต่งกายประจำชาติสำหรับสตรีเรียกว่าชุดไทยพระราชนิยม มีแปดรูปแบบให้เลือกสวมใส่ให้เหมาะกับกาลเทศะ ได้แก่

ชุดไทยเรือนต้น เสื้อเข้ารูปแขนสามส่วน คอกลมไม่มีขอบ ผ่าหน้าสวมกับซิ่นยาวป้ายหน้า จะตัดเย็บจากผ้าฝ้ายหรือไหมก็ได้ แต่ไม่ต้องมียกทอง เพื่อจะได้สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับงานอย่างลำลอง

ชุดไทย

ชุดไทยจิตรลดา เป็นชุสำหรับพิธีกลางวันใช้ผ้าไหมพื้นหรือยกดอกก็ได้ ผ้าซิ่นยาวป้ายหน้าเสื้อแขนยาว ผ่าอก คอตรงมีขอบตั้ง ความงดงามอยู่ที่เนื้อผ้า

ชุดไทยอัมรินทร์ ลักษณะคล้ายชุดไทยจิตรลดา แต่ใช้ผ้ายกไหมแก้มทองเพราะเป็นชุดพิธีตอนค่ำ ตัวเสื้อเป็นคอกลมกว้างไม่มีขอบ และแขนสามส่วนก็ได้ ผ้าซิ่นยาวป้ายหน้าไม่ต้องคาดเข็มขัด

ชุดไทยบรมพิมาน เป็นชุดที่ใช้ในพิธีตอนค่ำอีกแบบหนึ่ง สำหรับผู้ที่มีรูปร่างดีเพราะผ้านุ่งเป็นผ้ายกทองจีบหน้านางมีชายพก จึงต้องคาดเข็มขัด ตัวเสื้อเข้ารูป คอตั้ง ผ่าหลัง นิยมเย็บตัดกับผ้านุ่ง เป็นชุดยาวเพื่อจะได้ดูตรึงสวย

ชุดไทยศิวาลัย คล้ายชุดไทยบรมพิมาน แต่หรูหรายิ่งกว่า เพราะมีสไบปักห่มทับเสื้ออีกชั้น ใช้ในงานพิธีเต็มยศ

ชุดไทย

ชุดไทยจักรี ท่อนบนเป็นสไบเฉียง ทับด้วยสไบกรองทอง ผ้านุ่งยกทอง จีบหน้านางมีชายพก ค่าดเข็มขัดเพื่อความสะดวกอาจตัดเป็นชุดยาว คือเสื้อเปิดไหล่ข้างหนึ่ง ไม่มีแขน ตัดเย็บกับผ้านุ่ง แล้วห่มสไบทับหรือประยุกต์โดยจีบผ้าติดไว้ที่หัวไหล่ ทิ้งชายยาวแบบชายสไบก็งดงามดี

ชุดไทยจักพรรดิ์ คือชุดไทยสไบเฉียงที่มีความหรูหรามาก เพราะห่มสไบจีบซ้อนด้วยสไบทึบปักลวดลายวิจิตร ผ้านุ่งเป็นผ้ายกทอง จีบหน้านางมีชายพกขาดเข็มขัด พร้อมเครื่องประดับเต็มที่

ชุดไทยดุสิต ตัวเสื้อคอกว้างไม่มีแขน ใช้ผ้าไหมเลี่ยนปักเลื่อมลูกปัด ผ่าหลังหรือผ่าข้างผ้านุ่งจีบหน้านาง มีชายพกคาดเข็มขัด จะเย็บตัวเสื้อติดกับผ้านุ่งเพื่อความสะดวกก็ได้ เหมาะสำหรับงานกลางคืนอย่างงานราตรีสโมสร
ชุดไทย

ชุดไทยพระราชนิยมที่เจ้าสาวส่วนใหญ่แต่งในพิธีมงคลสมรส คือชุดไทยจิตรลดา ไทยบรม และไทยจักรี ส่วนงานฉลองตอนค่ำโดยมากมักสวมชุดแบบตะวันตกสีต่างๆ ไม่เน้นว่าต้องเป็นสีขาว แต่ถ้าจะให้หรู ก็ต้องเป็นฝีมือของนักออกแบบหรือดีไซเนอร์

นัดออกแบบรุ่นแรกเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน ที่โด่งดังมากคือ ม.จ.ไกรสิงห์ วุฒิชัย ตามด้วยคุณวรชาติ ชาตะโสภณ คุณเรณู โอสถานนท์ คุณสิริลักษณ์ ศาสตราภัย คุณยศวดี บุญหลง นอกจากนั้น ยังมีโรงเรียนสอนตัดเสื้ออย่างดวงใจ ระพี พรศรี ที่ช่วยกันพัฒนาวงการแฟชั่นไทย ให้เข้าสู่ยุคเฟื่องฟู ซึ่งเริ่มต้นจากห้องเสื้ออมตะอย่างไข่ บูติก ห้องเสื้อธีรพันธ์ ดวงใจบิส ห้องเสื้อพิสิษฐ์ และห้องเสื้อพิจิตราซึ่งยังยืนยงมาจนทุกวันนี้
ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

ชุดไทย ชุดไทยแต่งงาน

July 11, 2011 Posted by | ชุดแต่งาน | , , , , | Leave a comment

ชุดเจ้าสาวเซ็กซี่ โชว์หลัง

ชุดเจ้าสาวเซ็กซี่ สวยมากๆ ไอเดียชุดเจ้าสาว สุดประทับใจ ไม่ว่าใคร ก้อ ต้องประทับใจค่ะ เอามาฝากกัน ค่ะ

    Alvina Valenta Bridal Gowns, Wedding Dresses Style AV9808 by JLM Couture, Inc.

Alvina Valenta Bridal Gowns, Wedding Dresses Style AV9612 by JLM Couture, Inc.

Jim Hjelm Bridal Gowns, Wedding Dresses Style jh8011 by JLM Couture, Inc.

Jim Hjelm Bridal Gowns, Wedding Dresses Style jh8858 by JLM Couture, Inc.

Jim Hjelm Bridal Gowns, Wedding Dresses Style jh8053 by JLM Couture, Inc.

Jim Hjelm Bridal Gowns, Wedding Dresses Style jh8804 by JLM Couture, Inc.

Lazaro Bridal Gowns, Wedding Dresses Style LZ3958 by JLM Couture, Inc.

July 11, 2011 Posted by | ชุดแต่งาน | , , , , | Leave a comment

เลือกชุดแต่งงานให้เหมาะกับรูปร่าง

ในค่ำคืนสุดพิเศษของคุณสาว ๆ อย่างวันแต่งงานคงไม่มีใครอยากสวม ชุดแต่งงาน ที่ไม่เหมาะกับรูปร่าง เพราะการเป็นเจ้าสาวแสนสวยใน ชุดแต่งงาน สุดงาม จะเป็นภาพที่ติดตราตรึงใจใครต่อใครไปอีกนานทีเดียว งานนี้คุณจึงต้องเฟ้นหาชุดแต่งงาน เริ่ด ๆ ที่เหมาะกับตัวคุณกันหน่อยแล้ว ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า
เจ้าสาวไม่ได้มีหุ่นนางแบบกันทุกคน ดังนั้นอย่าเพิ่งรีดด่วนตัดสินใจเลือกชุดแต่งงานจากนิตยสารหรือชุดสวยสะดุดตาที่แขวนโชว์ในร้าน ถ้าจะให้ดีลองนำแบบชุดไปถามดีไซน์เนอร์
ที่คุณไว้ใจ เพื่อทดสอบสิ่งที่คุณคิดถ้าได้รับคำตอบว่าไม่ ก็ต้องกลับมาเลือกชุดใหม่ที่เหมาะกับคุณอีกครั้ง ดังนั้นเราควรเริ่มจากการทำความรู้จักกับทรงของชุดแต่งงานก่อน
เพื่อจะได้เลือกชุดให้สวยสมตัวคุณที่สุด

               ทรงเอไลน์ (A-Line) เป็นชุดทรงเอ กระโปรงบานน้อย ๆ เหมาะกับเจ้าสาวทุกรูปร่างสามารถช่วยพรางส่วนบกพร่องของสะโพกและช่วงขาได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมชุดแต่งงานทรงนี้ได้รับความนิยมตลอดกาล

          ทรงเชลธ์ (Sheath) เป็นกระโปรงทรงตรงที่ไม่มีขอบเอวและไม่รัดรูปทำให้รู้สึกสบาย เหมาะทั้งกับเจ้าสาวที่สูงเพรียวและร่างเล็กบางค่ะ

          ทรงแบล็สค์ เวซท์ (Basque waist) สำหรับชุดนี้เป็นชุดกระโปรงที่มีขอบเอวเป็นรูปตัว V หรือ U ไม่ฟิตสะโพก เหมาะกับเจ้าสาวทุกรูปร่าง
ทำให้ผู้สวมใส่มีรูปร่างที่ได้สัดส่วน เหมือนกับนาฬิกาทราย

               ทรงปรินเซส (Princess) โครงสร้างของชุดแบบเจ้าหญิงนี้ก็จะคล้าย ๆ กับทรงเอไลน์ คือ ช่วงบนเข้ารูปแล้วค่อย ๆ ผายบานออกน้อย ๆ ในส่วนของกระโปรง
จะต่างกันที่ชายกระโปรงจะยาวกว่าทรงเอไลน์ส่งให้รูปร่างของเจ้าสาวที่เลือกชุดแต่งงานทรงนี้ดูสูงเพรียวขึ้น

          ทรงบอลกาวน์ (Ball Gown) หรือทรงสุ่มแบบแก้วไวน์คว่ำ จะมีช่วงต่อกับกระโปรงตรงส่วนเอว ถ้าเป็นเส้นตรงจะช่วยให้ช่วงลำตัวของเจ้าสาวดูสั้นลง
แต่ถ้าเป็นรูปตัววีจะช่วยเจ้าสาวให้ช่วงลำตัวดูยาวขึ้น ชุดประเภทนี้เหมาะกับเจ้าสาวรูปร่างสำหรับเจ้าสาวเอวหนา ชุดนี้จะทำให้ดูมีขึ้นมาได้

          ทรงเอมไพร์ (Empire) ทรงนี้เป็นชุดที่มีขอบเอวสูง คือเริ่มตั้งแต่แนวใต้อกและเป็นชุดกระโปรงทรงแคบ ปล่อยชายบานเล็กน้อย หากคุณเป็นคนตัวเล็ก
ชุดนี้จะทำให้คุณดูสูงเพรียวขึ้นไม่น้อยทีเดียว

          ทรงเมอร์เมด (Mermaid) หรือทรงหางปลาเป็นชุดที่โชว์ช่วงอก เอว สะโพกได้อย่างชัดเจน เหมาะกับเจ้าสาวที่รูปร่างสูงโปร่ง มิฉะนั้นช่วงคอดของกระโปรง
บริเวณหัวเข่าจะทำให้คุณดูเตี้ยลงไปถนัดใจ

              หลังจากที่เราทำความรู้จักกับ ชุดแต่งงาน ทรงต่าง ๆ แล้วเก็บข้อมูลนั้นไว้ก่อนนะคะ เพราะข้นต่อไป เราต้องกลับมาสังเกตตัวเองแล้วล่ะว่าเรามีรูปร่างแบบไหน
เพราะเพียงแค่รูปร่างผอมและสูงไม่ได้หมายความว่าเรามีรูปร่างดีเสมอไป คุณอาจต้องใช้เวลาเลือกทรงของชุดแต่งงานที่ช่วยพรางจุดบกพร่องในร่างกาย เพื่อจะได้มั่นใจว่า
ชุดที่เลือกจะเหมาะกบคุณจริง ๆ
               คราวนี้ลองดูนะคะว่ารูปร่างของตัวเองเป็นแบบไหนและมีจุดใดต้องพรางด้วยทรงต่าง ๆ ของชุดแต่งงานบ้าง

         หุ่นสามเหลี่ยม
             ถ้าหากว่าคุณมีไหล่แคบ หน้าอกเล็ก สะโพกใหญ่ คุณต้องเสริมบริเวณหน้าอกให้ดูอิ่มเต็มขึ้น ด้วยการใส่เสื้อมีแขนอาจจะหนุนไหล่หรือใส่เสื้อแขนกระดิ่ง ซึ่งจะช่วย
ให้ช่วงไหล่ของคุณกว้างขึ้นและเพิ่มขนาดช่วงตัวด้วยการเสริมผ้าลูกไม้ ซับใน หรือติดเลื่อมเข้าไป อาจจะเลือกชุดทรงเอไลน์ เพื่อเน้นช่วงเอวให้ดูคอดกิ่ว ทั้งยังช่วยพราง
สะโพกได้ด้วย หรืออาจจะใส่เสื้อคอวี จะทำให้คุณดูสวยสง่าขึ้น ส่วนเสื้อไหล่ล้ำก็ช่วยให้คุณดูเซ็กซี่ หรือใส่เสื้อคอเหลี่ยมก็ช่วยให้คุณดูมีหน้าอกขึ้นมาบ้าง ข้อสำคัญก็คือ จะต้องวัดไซส์หน้าอกของคุณให้แม่นยำเพราะถ้าหากช่างตัดผิดไซส์ล่ะก็ หน้าอกคุณก็จะดูราบเรียบได้เหมือนกัน

         หุ่นสามเหลี่ยมหัวกลับ
             สำหรับเจ้าสาวที่มีหน้าอกใหญ่และ สะโพกแคบ ควรเลือกชุดที่มีแบบช่วงบนเรียบที่สุด เพื่อเป็นการลดขนาดช่วงบนของคุณให้ดูเล็กลงและควรเลือก ชุดเจ้าสาวทรง
บอลกาวน์ หรือทรงสุ่มที่ประดับประดาด้วยเลื่อมโบว์หรือมีหาง พยายามหลีกเลี่ยงชุดเกาะอกเพราะจะยิ่งเน้นหน้าอก สำหรับเจ้าสาวที่ช่วงตัวสั้นควรให้ช่าง เพิ่มความยาวของ
สเตย์ตรงช่วงเอวโดยเฉพาะด้านหน้าเพื่อให้ช่วงตัวคุณดูยาวขึ้น การเย็บซับในชุดแต่งงานที่ใช้ผ้าชีฟอง ผ้าออร์แกนซ่า หรือผ้าเจอร์ซีประเภทผ้านุ่มพลิ้วทั้งหลาย ควรทำโดยช่าง
ที่เชี่ยวชาญเพราะอาจทำให้รูปร่างของคุณดูเปลี่ยนไปในแบบที่ไม่ต้องการก็เป็นได้

         หุ่นทรงกระบอก
             ถ้าคุณมี อก เอว สะโพกเกือบเท่ากันหมดสามารถพรางได้ด้วยการเลือกกระโปรงบานเป็นสุ่มแล้วติดเลื่อมเข้าไปหรือเลือกใส่เสื้อคอปาด นอกจากนี้การเลือกเสื้อ
ที่มีแขนยังช่วยให้คุณดูมีส่วนโค้งส่วนเว้าขึ้นด้วย และอย่าเลือกชุดรัดรูปที่จะทำให้คุณดูแบบบางเกินไป การลดช่วงเอวให้ดูคอดลง สามารถทำได้ด้วยการติดเส้นเอวเข้าไป
อาจจะเป็นเข็มขัดหรือริบบิ้นเส้นบาง ๆ ที่ชุด แต่อย่างให้ช่างเสริมฟองน้ำช่วงหน้าอกเพราะอาจทำให้ดูผิดธรรมชาติได้ ทางที่ดีควรใช้วิธีจับเดรปตรงช่วงหน้าอก หรือเลือกเสื้อแบบ
ต่อใต้อกอย่างทรงเอมไพร์เพื่อให้หน้าอกคุณดูเต็มขึ้นจะดีกว่า

         หุ่นนาฬิกาทราย
            ส่วนเจ้าสาวที่มีอกอึ๋ม เอวคอดและสะโพกผาย ขอบอกว่าคุณเป็นเจ้าสาวที่หุ่นดีมาก ๆ เพื่อเป็นการเน้นสัดส่วนที่ดูดีอยู่แล้วของคุณจึงควรเลือกชุดแบบเรียบง่าย เช่น
กระโปรงเข้ารูปหรือทรงหางปลาและอาจจะเปิดไหล่ด้วยการใส่เสื้อแขนในตัว คอวี หรือเกาะอกก็ย่อมได้ พยายามอย่าเลือกชุดที่ประดับประดามากเกินไป โดยเฉพาะกระโปรงสุ่ม
จับจีบเยอะ ๆ หรือเสื้อคอปืน เพราะจะไปบดบังหน้าอกและทำให้คุณดูตัวใหญ่จนเกินจริง

             ตอนนี้คุณเจ้าสาวหลายท่านคงจะรู้แล้วใช่ไหมคะว่าชุดเจ้าสาวแบบไหนจะเหมาะกับคุณ แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งในการตัดสินใจเลือกชุดเจ้าสาวให้เหมาะกับเรา
นั่นก็คือการเลือกสีของชุดเจ้าสาวให้เหมาะกับสีผิวของเรานั่นเอง ฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบคิดว่าชุดสีขาวจะเหมาะกับสาวทุกสีผิวเสมอไป เรามีเคล็ดลับดี เพื่อเป็นตัวช่วยครั้งนี้ด้วยค่ะ
ทราบไหมคะว่าความแตกต่างของสีผิวมีส่วนทำให้สีขาวสีเดียวกันเหมาะและไม่เหมาะกับเจ้าสาวต่างผิวอย่างสุดขั้ว ถ้าคุณเป็นเจ้าสาวผิวคล้ำใส่แล้วอาจจะไม่โดดเด่น
เท่าเจ้าสาวที่มีสีผิวขาวอมชมพู ที่ดูโดดเด่นปิ๊งปั๊งขับผิวมากกว่าหลายเท่า สำหรับเจ้าสาวบ้านเรานั้น สีผิวแบ่งได้เป็นสองโทนใหญ่ ๆ คือผิวสีโทนเย็น โทนผิวนี้มักจะมีสีขาวอมชมพ
ูส่วนอีกโทนเป็นผิวโทนอุ่นผิวมักเหลืองอมน้ำตาล ผิวออกคล้ำหน่อย

          ถ้าคุณเป็นคนที่มีสีผิวอยู่ในโทนเย็น ขาวแบบมีเลือดฝาดออกชาพู สีผ้าที่คุณเลือกควรเป็นสีพาสเทล อาทิ ชมพูแชมเปญ ชมพูกลีบบัว สีเงินก็ยังได้ โทนสีที่ควรลืม
ไปได้เลยก็คือสีขาวจั๊ว สว่างโพลนราวหิมะ เพราะสีนี้เมื่อคุณสวมแล้วจะไม่ส่งให้คุณสง่า แต่ทำให้คุณซีดกลายเป็นไก่ต้มไปเลย

          ถ้าคุณเป็นคนที่มีสีผิวในโทนอุ่น ผิวค่อนข้างคล้ำ ผิวสีน้ำผึ้ง สีที่คุณควรเลือกก็คือสีงาช้าง ครีมออกนวล หรือสีโทนร้อนอย่างสีทอง ซึ่งจะช่วยให้ผิวคุณดูผุดผ่องขึ้นทันตา
สำหรับเจ้าสาวผิวสีนี้โทนสีที่คุณควรอำลาไปได้เลยก็คือ สีพาสเทลทั้งหลาย อาทิ ชมพูหวาน สีพีช ส่วนทีขาวจั๊วก็หลบไปได้เลยเช่นกัน

            ข้อแนะนำในการเลือกข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลคร่าว ๆ ก่อนที่คุณจะตัดสินใจเลือกชุดแต่งงาน แต่อย่างไรคุณก็ต้องหาโอกาสไปลองชุดแต่งงานตามห้องเสื้อ ที่คุณ
หมายตาไว้ด้วย ว่าชุดที่หมายตาไว้จะเข้ากับคุณจริง ๆ หรือไม่ สำหรับเจ้าสาวที่ลองชุดแต่งงานจนปาดเหงื่อก็ไม่โดนใจสักที แนะนำให้รีบปรึกษาดีไซนเนอร์ดีกว่า
เพราะความชำนาญและการผ่านงานมามากจะช่วยให้คุณได้ในสิ่งที่เป็นตัวคุณมากขึ้น ที่สำคัญอย่าไปอินเทรนด์หรือตามแฟชั่นมากเกินไปจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง             ในกรณีที่มุ่งมั่นว่าต้องการที่จะใส่สีนั้นจริง ๆ ก็ขอให้บอกกับดีไซน์เนอร์ไปเลยว่าคุณมีเหตุผลที่ไม่สามารถใส่สีอื่น ๆ ได้เป็นการดีที่สุด เพราะจะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
ดีไซน์เนอร์เป็นเพียงผู้แนะนำและให้คำปรึกษาว่าสิ่งไหนเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับคุณ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก Wedding Gown For Wedding Day จา่กนิตยสาร I DO
    

July 11, 2011 Posted by | ชุดแต่งาน | , , , | Leave a comment

   

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.